
การทำการเปรียบเทียบต่างๆ นั้น มีทุกๆ ด้านที่เราต้องทำการศึกษาเพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดสำหรับการทำสิ่งนั้นๆ เช่นเดียวกันกับการ “เปรียบเทียบ Stop Loss” แต่ก่อนอื่น ทุกๆ ท่านต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ “วิธีตั้ง Stop Loss” กันก่อนสักหน่อยครับ จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น…เราไปรับชมพร้อมๆ กันดีกว่าครับ
Stop Loss คืออะไรและมีวิธีตั้ง Stop Loss อย่างไรบ้าง?
Stop Loss (SL) หรือ จุดตัดขาดทุน คือคำสั่งซื้อขายที่นักลงทุนกำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อ จำกัดการขาดทุน เมื่อราคาสินทรัพย์ที่เราลงทุนปรับตัวลงถึงระดับที่กำหนดไว้ ระบบจะทำการขายสินทรัพย์นั้นโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากเกินกว่าที่ยอมรับได้ หรือเพื่อรักษากำไรที่ได้มาแล้วไม่ให้ลดลงไปมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้
Stop Loss ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ทองคำ, คริปโตเคอร์เรนซี หรือสินทรัพย์อื่น ๆ เพราะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการขาดทุนที่ยอมรับได้ตั้งแต่ก่อนเข้าลงทุน ทำให้สามารถจำกัดความเสียหายและมีโอกาสแก้ตัวในการลงทุนครั้งต่อไปได้
วิธีตั้ง Stop Loss อย่างไรบ้าง?
การตั้ง Stop Loss มีหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล โดยจะแบ่งเป็น 4 วิธีที่เข้าใจง่ายและเป็นที่นิยมดังนี้:
1. ตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์ (Percentage Stop) วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและเหมาะสำหรับมือใหม่ เพราะคุณแค่มองว่า “ฉันจะยอมขาดทุนไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ลงทุนไป”
- วิธีการ: กำหนดเปอร์เซ็นต์ที่คุณยอมรับได้ เช่น 5% หรือ 10% ของราคาที่คุณซื้อสินทรัพย์นั้นมา
- ตัวอย่าง: คุณซื้อหุ้น A ที่ราคา 100 บาท และตั้งใจจะขาดทุนไม่เกิน 7%
- Stop Loss ของคุณจะอยู่ที่ 100−(100×0.07)=93 บาท
- ถ้าหุ้น A ตกลงมาถึง 93 บาท คุณจะขายออกทันที
2. ตั้งตามแนวรับ/แนวต้าน (Support/Resistance Stop) วิธีตั้ง Stop Loss นี้เป็นที่นิยมในหมู่นักเทรดที่ใช้การวิเคราะห์กราฟ (Technical Analysis) เพราะเป็นการตั้ง Stop Loss ที่มีเหตุผลรองรับทางเทคนิค
- วิธีการ:
- แนวรับ (Support): เป็นระดับราคาที่มักจะมีแรงซื้อเข้ามาทำให้ราคาหยุดตกและเด้งกลับขึ้นไป เมื่อซื้อหุ้นขาขึ้น คุณจะตั้ง Stop Loss ต่ำกว่าแนวรับเล็กน้อย
- แนวต้าน (Resistance): เป็นระดับราคาที่มักจะมีแรงขายเข้ามาทำให้ราคาหยุดขึ้นและย่อตัวลง
- เมื่อราคาทะลุแนวรับลงไป หรือทะลุแนวต้านขึ้นไป (ในกรณี Short Sell) นั่นอาจบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์
3. ตั้งตามความผันผวน (Volatility Stop) วิธีตั้ง Stop Loss นี้จะปรับ Stop Loss ให้เข้ากับ “การแกว่งตัว” ของราคาหุ้น ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละตัว
- วิธีการ: ใช้เครื่องมือวัดความผันผวน เช่น Average True Range (ATR)
- ATR คือค่าเฉลี่ยของช่วงการแกว่งตัวของราคาในแต่ละวัน (หรือแต่ละแท่งราคา)
- คุณจะกำหนด Stop Loss โดยใช้ราคาซื้อ ลบด้วยค่า ATR คูณด้วยตัวคูณที่คุณกำหนด (เช่น 1x ATR, 2x ATR)
4. Trailing Stop (เลื่อน Stop Loss ตามกำไร) วิธีตั้ง Stop Loss นี้เป็นวิธีที่ช่วย “ล็อกกำไร” และปล่อยให้กำไรวิ่งต่อไปได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- วิธีการ: คุณกำหนดระยะห่าง (เป็นเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนเงิน) จากจุดสูงสุดที่ราคาสินทรัพย์เคยทำได้
- เมื่อราคาสินทรัพย์ขยับขึ้น จุด Trailing Stop ก็จะขยับตามขึ้นไป
- แต่เมื่อราคาสินทรัพย์ย่อตัวลง Trailing Stop จะ คงอยู่ที่เดิม ไม่ขยับลงมา
- ถ้าสินทรัพย์ราคาตกลงมาชน Trailing Stop ที่เลื่อนขึ้นไป คุณก็จะขายออก เพื่อรักษากำไรที่ได้มา
เปรียบเทียบ Stop Loss แบบกำหนดเองกับระบบอัตโนมัติ
| Stop Loss แบบกำหนดเอง | Stop Loss แบบอัตโนมัติ |
| ข้อดี:ความยืดหยุ่นสูง: คุณสามารถปรับเปลี่ยนจุด Stop Loss ได้ตามสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป หรือตามการวิเคราะห์ของคุณที่ละเอียดอ่อนขึ้น เช่น หากเห็นสัญญาณการกลับตัวก่อนถึงจุด Stop Loss ก็อาจจะยกเลิกคำสั่งได้ควบคุมได้เต็มที่: คุณมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดในการเข้าและออก ไม่ต้องพึ่งพาระบบอัตโนมัติเหมาะกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน: ในตลาดที่ผันผวนสูง หรือมีข่าวสำคัญเข้ามากะทันหัน คุณสามารถตัดสินใจได้แบบ Real-time เพื่อหลีกเลี่ยงการถูก Stop Loss โดยไม่จำเป็น (เช่น ถูก Stop Loss เพราะราคาแกว่งแรงช่วงข่าว แต่สุดท้ายราคากลับมา) | ข้อดี:มีวินัยสูง: ระบบจะทำตามคำสั่งที่คุณตั้งไว้เป๊ะๆ ไม่ว่าราคาจะลงมาถึงเมื่อไหร่ก็ตาม ตัดปัญหาเรื่องอารมณ์ความลังเลของมนุษย์ออกไปไม่ต้องเฝ้าจอ: เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาเฝ้าหน้าจอ หรือต้องทำงานอย่างอื่น เพราะระบบจะดูแลให้เองจำกัดความเสียหายได้ทันที: ในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว หรือมี Gap ราคา (ราคาข้ามไปอย่างรวดเร็ว) ระบบจะพยายามปิดสถานะให้เร็วที่สุด เพื่อจำกัดการขาดทุนไม่ให้บานปลายรักษากำไร (Trailing Stop Loss): Stop Loss อัตโนมัติบางประเภทยังสามารถ “เลื่อนตาม” กำไรได้ (Trailing Stop Loss) ซึ่งช่วยให้คุณล็อกกำไรที่ได้มาแล้ว ในขณะที่ยังคงเปิดโอกาสให้ราคาวิ่งขึ้นต่อไป |
| ข้อเสีย:ต้องใช้เวลาเฝ้าจอ: หากคุณไม่สามารถเฝ้าหน้าจอได้ตลอดเวลา มีความเสี่ยงที่จะพลาดจังหวะการขายเมื่อราคาถึงจุด Stop Loss ทำให้ขาดทุนเกินกว่าที่ตั้งใจไว้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง: เป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด! แม้จะตั้งใจไว้แล้วว่าถึงจุดนี้จะขาย แต่เมื่อราคาลงมาถึงจริง ความกลัวหรือความหวังว่าราคาจะกลับมาอาจทำให้คุณลังเลที่จะกดขาย ส่งผลให้ขาดทุนหนักขึ้นความล่าช้าในการตัดสินใจ: ในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว การตัดสินใจที่ช้าเพียงเสี้ยววินาทีอาจทำให้คุณขายได้ในราคาที่แย่ลงมาก | ข้อเสีย:ความยืดหยุ่นน้อยกว่า: เมื่อตั้งค่าไปแล้ว อาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันทีในบางสถานการณ์ หรือหากเปลี่ยนใจ อาจต้องยกเลิกคำสั่งเดิมแล้วตั้งใหม่ความเสี่ยงจากการถูก “สับขาหลอก” (Stop Loss Hunt/Whipsaw): ในตลาดที่มีการแกว่งตัวสูง บางครั้งราคาอาจจะลงมาชน Stop Loss ของคุณ แล้วก็เด้งกลับขึ้นไปทันที ทำให้คุณขาดทุนโดยไม่จำเป็น (แต่ก็ดีกว่าขาดทุนหนัก)ปัญหาทางเทคนิค: แม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ก็เป็นไปได้ที่ระบบของโบรกเกอร์อาจมีปัญหา ทำให้คำสั่งไม่ทำงาน หรือทำงานช้ากว่าปกติในช่วงตลาดผันผวนสูง |
และนี้ก็คือข้อมูลเกี่ยวกับ “การตั้ง Stop Loss” พร้อมกับ “การเปรียบเทียบ Stop Loss แบบต่างๆ ” ที่เราได้นำมฝากทุกๆ ท่านกันในบทความข้างต้น หวังว่าจะเป็นข้อมูลที่ดีกันไม่มากก็น้อยกันนะครับ
